0 Comments

Spread คืออะไร

ในตลาดการเงินระดับสากล ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์ที่เก็งกำไรในฟอเร็กซ์ หุ้น หรือทองคำ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องเผชิญอยู่เป็นประจำในทุกๆ วันคือต้นทุนการซื้อขายที่แฝงอยู่ในรูปของส่วนต่างราคา ทว่านอกเหนือจากค่าธรรมเนียมปกติแล้ว ยังมีปรากฏการณ์หนึ่งที่สร้างความเจ็บปวดและทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ล้างพอร์ตมานักต่อนัก นั่นคือภาวะการขยายตัวของราคาอย่างรุนแรงจนไปชนจุดตัดขาดทุนโดยที่กราฟหลักยังวิ่งไปไม่ถึง ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่าการล่าระยะห่างของราคา  บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปศึกษาเกี่ยวกับ “กลไกของภาวะ Spread Hunt สัญญาณเตือนภัย และแนวทางการตั้งรับมือเพื่อปกป้องพอร์ตลงทุนของคุณให้รอดพ้นจากความผันผวนนี้” เพื่อเป็นเกราะป้องกันทางความคิดและช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในการส่งคำสั่งซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพกันครับ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Spread คือ อะไร?

ก่อนที่เราจะก้าวไปสู่การวิเคราะห์กลโกงหรือความผันผวนของตลาด สิ่งแรกที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดคือนักลงทุนต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า Spread คือ อะไรกันแน่ ในเชิงเศรษฐศาสตร์และการลงทุน คำว่า Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ซึ่งเปรียบเสมือนค่าตั๋วหรือค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากเราในทุก ๆ ครั้งที่มีการเปิดสถานะออเดอร์เข้าสู่ตลาดกลาง หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด คำว่า Spread คือ ต้นทุนคงที่ที่คุณจะติดลบทันทีในวินาทีแรกที่กดส่งคำสั่งซื้อขายนั่นเอง

ความสำคัญของการรู้ว่า Spread คือ อะไร จะช่วยให้คุณตระหนักได้ว่าระยะห่างตรงนี้ไม่ได้คงที่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในระบบบัญชีประเภท Floating Spread ที่ราคาจะขยับกว้างขึ้นหรือแคบลงตามสภาพคล่อง (Liquidity) ของตลาดในขณะนั้น การที่เทรดเดอร์ปล่อยปละละเลยไม่ยอมศึกษาว่า Spread คือ กลไกที่มีการขยับตัวอยู่ตลอดเวลา อาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อของสภาวะราคาถ่างตัวได้อย่างง่ายดาย สรุปได้ว่าความเข้าใจที่ว่า Spread คือ ค่าความเสี่ยงของฝั่งผู้ให้บริการสภาพคล่อง จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คุณมองเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ Spread Hunt ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และเข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ต้นทุนของคุณถึงพุ่งสูงขึ้นเป็นหลายเท่าตัวในช่วงเวลาที่ตลาดมีความเปราะบางครับ

ปรากฏการณ์ Spread Hunt คืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร

คำว่า Spread Hunt หรือที่กลุ่มเทรดเดอร์มักเรียกกันติดปากว่า “อาการกราฟถ่างลากกิน Stop Loss” คือสถานการณ์ที่ราคา Bid และ Ask เกิดการแยกห่างออกจากกันอย่างรุนแรงและกะทันหันในเสี้ยววินาที จนส่งผลให้เส้นราคาด้านใดด้านหนึ่งกระโดดไปแตะโดนจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่คุณตั้งเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่หากเราดูจากกราฟเส้นหลัก (ซึ่งมักจะแสดงผลเฉพาะราคา Bid เท่านั้น) จะพบว่าราคาแท่งเทียนยังวิ่งเดินทางไปไม่ถึงจุดนั้นด้วยซ้ำไปเหตุการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลักๆ อันได้แก่

●ปัจจัยแรกคือเรื่องของ “สภาวะตลาดขาดสภาพคล่องตามธรรมชาติ” เช่น ในช่วงเวลาที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญระดับโลก หรือในช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการปิดตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาและกำลังจะเปิดตลาดฝั่งเอเชีย (ช่วงเวลาประมาณ 04.00 – 06.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งในช่วงเวลานั้น ปริมาณคำสั่งซื้อขายในตลาดโลกจะเบาบางลงอย่างมาก เมื่อผู้จัดหาภาพคล่อง (Liquidity Provider) ถอนคำสั่งออกไปจากระบบชั่วคราว โบรกเกอร์จึงจำเป็นต้องขยายระยะห่างเพื่อป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง ส่งผลให้ออเดอร์ของเทรดเดอร์ถูกปิดตัวลงโดยอัตโนมัติจากราคาที่ถ่างออกไป

●ปัจจัยที่สองคือ “พฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสของโบรกเกอร์บางแห่ง” โดยเฉพาะกลุ่มโบรกเกอร์ที่เป็นประเภท Dealing Desk หรือกลุ่มที่มีการจับคู่คำสั่งภายในกันเอง (B-Book) ซึ่งโบรกเกอร์เหล่านี้จะรู้พิกัดการตั้งจุด Stop Loss ของลูกค้าทั้งหมดในระบบ และอาจจงใจปรับค่าความห่างของราคาให้กว้างขึ้นเกินความเป็นจริงในเสี้ยววินาทีเพื่อจงใจกวาดกินออเดอร์ของฝั่งผู้เล่นให้ได้รับความเสียหาย และดึงเงินก้อนนั้นเข้าสู่บริษัทของตนเอง

3 ช่วงเวลาอันตรายและพฤติกรรมกราฟที่ต้องเฝ้าระวังในการเทรด

หากคุณไม่อยากให้พอร์ตการลงทุนต้องเสียหายจากความผันผวนที่ไม่ได้ตั้งใจ นี่คือ 3 สถานการณ์หลักที่คุณต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ มีดังต่อไปนี้ครับ

  1. ช่วงเวลาก่อนและหลังการประกาศตัวเลขข่าวรุนแรง (High-Impact News) เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ (Non-Farm Payrolls) หรือการแถลงมติอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เนื่องจากในช่วงไม่กี่วินาทีก่อนข่าวออก ระบบจับคู่ราคาจะมีความผันผวนสูงมาก การรับรู้ว่า Spread คือ ตัวแปรที่ขยายตัวตามความเสี่ยงจะช่วยเตือนสติให้คุณไม่เข้าออเดอร์สุ่มสี่สุ่มห้าในช่วงเวลานั้น
  2. ช่วงเวลาเปลี่ยนแท่งเทียนวันใหม่หรือช่วงตลาดปิด (Market Rollover) เป็นช่วงที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ทั่วโลกหยุดทำการเพื่อเคลียร์ยอดบัญชีประจำวัน ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ ทำให้ราคา Bid และ Ask ถ่างออกจากกันกว้างที่สุดในรอบวัน เทรดเดอร์สายถือออเดอร์ข้ามคืนจึงมักจะโดนลากตัดขาดทุนในช่วงเวลานี้บ่อยที่สุด
  3. ช่วงเวลาเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (Market Opening) หากในวันหยุดเสาร์และอาทิตย์มีเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศหรือภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ในเช้าวันจันทร์ตลาดอาจเกิดภาวะราคาเปิดกระโดด (Gap) ควบคู่กับการถ่างตัวของราคาในระดับที่สูงกว่าปกติ เพื่อปรับสมดุลราคาให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

การเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า Spread คือ ต้นทุนที่มีชีวิตและพร้อมที่จะขยายตัวเพื่อทำลายพอร์ตของคุณได้ทุกเมื่อ ยามที่สภาพคล่องในตลาดโลกเกิดความไม่สมดุล จะช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเทรดให้มีความรัดกุมรอบคอบมากขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินและเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆ ท่านกันนะครับ

Related Posts

ร้านซักพรมบ้าน

เมื่อพรมในบ้านคือของสะสมชิ้นสำคัญ การทำความสะอาดแบบละเอียดจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

พรมที่ใช้ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพรมเปอร์เซีย พรมทอมือ หรือพรมงานศิลป์จากวัสดุธรรมชาติ ล้วนเป็นของใช้ที่ “เก็บเรื่องราว” ไว้มากกว่าเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป เส้นใยของพรมถูกทอแน่นและละเอียด ทำให้ลวดลายมีมิติและพื้นผิวนุ่มเท้า แต่ในขณะเดียวกัน…

กระเป๋าสตางค์

ชวนมาเลือกกระเป๋าสตางค์ให้คุ้มค่า

เมื่อเริ่มต้นปีศักราชใหม่ หลายๆ คนก็ถือเคล็ดที่จะต้องเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใหม่ เพื่อรับทรัพย์ และเหมือนเป็นการเปลี่ยนวิถีการเงินเดิมๆ พร้อมมีเงินขวัญถุงที่จะช่วยเรียกทรัพย์ตลอดทั้งปี แน่นอนว่าในปัจจุบันมีกระเป๋าสตางค์จากหลายแบรนด์มากๆ แต่ละแบรนด์ก็มีดีไซน์ที่สวยสุดๆ และเมื่อมีดีไซน์ที่สวยแล้วก็จะต้องมาพร้อมกับราคาที่แสนจะแพง ดังนั้น…